ร้านอร่อยแปดริ้ว

ร้านอร่อยแปดริ้ว อร่อยชิล ชวนลอง – 3

  1. เอกเขนก ฉะเชิงเทรา
    มาไหว้พระหลวงพ่อโสธรเสร็จแล้วต้องมาที่ร้านเอกเขนก
    ที่กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กเมืองฉะเชิงเทราไปแล้ว ชิลไปกับบรรยากาศดีๆ
    ริมแม่น้ำบางปะกง ร่มรื่น เย็นสบาย และอร่อยกับเมนูกุ้งเผาตัวใหญ่
    ปลาช่อนเอกเขนกไซส์ยักษ์ รวมไปถึงเมนูอาหารไทย-
    อาหารทะเลที่มีให้เลือกสรรหลากหลายเมนู นอกจากนี้ยังมีบริการจัดเลี้ยงในห้องแอร์
    พื้นที่กว้างขวางและหลากหลายไว้คอยให้บริการอีกด้วย
    พิกัด : 32/19 ถนนศุขประยูร (อยู่ริมแม่น้ำบางประกง) หน้าเมือง , เมืองฉะเชิงเทรา ,
    ฉะเชิงเทรา
    เบอร์ติดต่อ : 061-663-5691, 081-949-1394, 038-511-193
    เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 11:00 – 23:00
  2. Piasim Garden
    ทางผ่านหลังจากกลับมาจากไหว้พระหลวงพ่อโสธร บรรยากาศร้านดีมาก
    อาหารราคาไม่แพงเลย มีทั้งเมนูข้าวและขนมให้ซื้อกลับบ้าน
    หมูแดงและหมูกรอบรสชาติอร่อยเด็ด เป็นอีกร้านที่ไม่ควรพลาด
    พิกัด : ถนน บางปะกง – ฉะเชิงเทรา (อยู่ริมถนนสายบางปะกง-ฉะเชิงเทราฝั่งขาออก
    ถัดจากร้านอุ๋มปังหยา) บางพระ , เมืองฉะเชิงเทรา , ฉะเชิงเทรา
    เบอร์ติดต่อ : 097-236-2605 , 086-304-2301
    เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 07:00 – 16:00
  3. The River Barn
    ร้านอาหารบรรยากาศดีระดับ 5 ดาว ติดริมแม่น้ำบางปะกง อาหารรอไม่นาน
    พนักงานบริการดี ห้องน้ำสะอาด ร้านอาหารโปร่งโล่งหลังคาสูงนั่งสบาย
    เมนูเด็ดห้ามพลาดอย่างซี่โครงหมูเดอะรีเวอร์บาน รสชาติอร่อยเข้มข้น ก้ามปูอบหมี่
    ปูก้ามใหญ่มาก เติมพริกไทยหอมอร่อย แนะนำสำหรับใครที่ไปกันหลายๆ
    คนถ้าสั่งหลายหลายอย่างกินด้วยกันจะเอ็นจอยมาก เพราะอาหารที่นี่จานใหญ่สะใจ
    พิกัด : ถนน ศุภกิจ (อยู่ใกล้ตลาดบ้านใหม่) หน้าเมือง , เมืองฉะเชิงเทรา , ฉะเชิงเทรา
    เบอร์ติดต่อ : 038-515-892, 086-096-2992
    เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 11:00 – 23:00
  4. ครัวคุณหลิน

ถ้าได้เดินทางผ่านมาที่วัดสมานรัตนาราม ต้องแวะทานร้านนี้ ร้านอยู่ก่อนถึงวัดสมาน
ที่จอดรถกว้างขวาง สะดวกสบาย เมนูเด็ดอย่าง ปูไข่ทะลัก
อร่อยเด็ดและทะลักสะใจสมชื่อจริงๆ รวมถึงปีกไก่คั่วตะไคร้ รวมถึงปีกไก่คั่วตะไคร้
กรอบ ๆ ปรุงมากำลังดี ส่วนเมนูอื่นๆ ก็อร่อยเด็ดไม่แพ้กัน ต้องลองแล้วจะรัก
พิกัด : ก่อนถึงวัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา (ณ วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา)
คลองจุกกระเฌอ , เมืองฉะเชิงเทรา , ฉะเชิงเทรา
เบอร์ติดต่อ : 082-460-3982
เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 09:30 – 22:00 น.

อาหารจีนสุดฮิต

อาหารจีนสุดฮิต ที่ใครๆก็รู้จัก

1.LIN-FA Chinese Restaurant
ร้าน LIN-FA Chinese Restaurant 
เป็นร้านอาหารจีนสไตล์แต้จิ๋ว ตั้งอยู่ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล
(โรงแรทสยามซิตี้เก่า) ร้านนี้มีชื่อเสียงมายาวนาน
ความพิเศษของทางร้านคือมีบุฟเฟ่ต์ติ่มซำ  และนอกจากนี้ถ้าใครไม่อยากทานบุฟเฟ่ต์ เราก็มีเมนูอื่นแนะนำอีก คือ
เป็ดปักกิ่ง เป็ดของที่นี่ต้องบอกว่าเป็นเมนูซิกเนเจอร์ เป็นสูตรเฉพาะของทางร้านหนังกรอบๆ หอมๆ อร่อยมาก
2.เล่งหงษ์
เล่งหงษ์ Byหมวย ลาดพร้าว71 ร้านนี้ขับรถผ่านเส้นลาดพร้าวก็จะเห็นป้ายร้านเด่นๆ
โดยเมนูเด่นของทางร้านนี้คือ กุ้งทอดครีมสลัด เป็ดปักกิ่ง หนังเป็ดกรอบ เป็นต้น นอกจากเมนูเด็ดๆ
ที่บอกไปแล้วเราก็ยังมีเมนูน่าสนใจเมื่อไปร้านนี้คือ หมูหัน กุ้งทอดครีมสลัด ยำกุ้งเล่งหงษ์
และถ้าอิ่มท้องกับอาหารคาวแล้ว เราก็ยังมีเมนุของหวานมาแนะนำกันอีกสักหนึ่งเมนู คือ สาคูแคนตาลูปนั่นเอง
3.ภัตตาคารจีน หลิวเซียงฟง
ภัตตาคารจีน หลิวเซียงฟง
ซึ่งชื่อร้านหมายถึง อาหารที่ดี อร่อย มีกลิ่นหอม ทานแล้วไม่รู้ลืม เปิดให้บริการอาหารจีนคุณภาพระดับพรีเมียม
ด้วยวัตถุดิบที่แตกต่างนำเสนอรูปแบบร้านผ่านประสบการณ์ด้านอาหารจีนอัน ยาวนาน
บรรยากาศในร้านเน้นความสะดวกสบาย ตกแต่งสไตล์จีนโมเดิร์น
4.ภัตตาคารอาหารจีน ตั้งใจอยู่
นำเสนอเมนูอาหารจีนต้นตำรับ อาทิ พระกระโดดกำแพง ซึ่งเป็นเมนูชื่อดังของร้าน
นอกจากน้ำซุปที่ต้องตุ๋นเป็นวันๆ แล้ว ส่วนผสมเกือบ 90% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น
หูฉลามฮ่องกง,เป๋าฮื้อเม็กซิโก,แฮมยูนาน,เครื่องยาจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงปลิงทะเลอินโดนีเซียอีกด้วย
5.ภัตตาคารอาหารจีน ไชน่าพาเลซ
ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา ด้วยชุดเก้าอี้สุดหรู ประดับด้วยโคมไฟระย้าเรืองรอง 
ที่พื้นปูพรมลวดลายสวยงาม
กระจกใสทรงสูงรอบด้านมีผ้าม่านประดับอยู่ทุกมุม
มองออกมาด้านนอกสามารถเห็นทิวทัศน์แบบพาโนราม่าของกรุงเทพฯ 
ที่สวยงามในยามค่ำคืนได้ชัดเจน
6.ภัตตาคารอาหารจีน ลีเหล่าหงี
ตกแต่งที่หรูหรา ภายในมีห้องโถงขนาดใหญ่ ตกแต่งสไตล์จีนร่วมสมัย ผนังด้านข้างเป็นสีแดงลายมังกรสีทอง
ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายตัวอักษรภาษาจีนโบราณ ด้านหน้าติดกระจกใส ให้ความรู้สึกโปร่ง
สบายนอกจากนี้ทางร้าน ยังมีห้องจัดเลี้ยงถึง 7 ห้อง
7.HONG BAO
ร้านนี้มีทั้งหมด 4 สาขา เมนูเด็ดของทางร้านมีมากมาย ขอแนะนำเมนู  หมูกรอบหงเปาหนังกรอบ
ฮะเก๋ากุ้งซาลาเปาหมูแดงทอด และอีกหนึ่งเมนูของโปรดของหลายๆ คน ทุกเพศทุกวัย คือ เป็ดปังกิ่ง และ หมูหัน
ที่นี่ต้องบอกเลยว่ามาร้านนี้แล้วไม่ควรพลาด มากันเป็นตัวๆ เป็ดเนื้อนุ่มๆ หนังหอมๆ กรอบๆ…

ชมทุ่งดอกกระเจียว-ชัยภูมิ

เปิดตำรา 12 ร้านคราฟเบียร์ที่น่านั่งที่สุดในเมืองกรุง 2

ก่อนหน้านี้เราแนะนำร้านคราฟเบียร์น่านั่งในเมืองกรุงไปแล้วถึง 3 ร้านครั้งนี้เราจะมาต่อกัน 3 ร้านถัดมา ซึ่งรับรองได้เลยว่าน่านั่ง และมีคราฟเบียร์น่าลองให้คุณถูกใจมากมาย
เดอะ ทรี มัสคีเบียร์ บาร์
เริ่มกันที่ร้านแรกกับ เดอะ ทรี มัสคีเบียร์ บาร์ โดยร้านแห่งนี้ถือเป็นสาขาวย่อยของ จิมเบอร์เกอร์
หนึ่งในร้านคาฟเบียร์ที่เราได้แนะนำไปในตอนแรก ซึ่งสาขาแห่นี้ใช้ชื่อว่า เดอะ ทรี มัสคีเบียร์ บาร์
โดยจะเน้นจำหน่ายคราฟเบียร์อย่างเดียวไม่มีเบอร์เกอร์เหมือนกับสาขาหลัก
เดิมทีการขยายสาขาออกมาเป็นเพราะว่าร้านแรกนั้นหลายคนจะรู้จักในเรื่องของความอร่อยของเบอร์เกอร์
เสียมากกว่าทำให้จำเป็น้องแยกออกมาอีกสาขาเพื่อจำหน่ายคราฟเบียร์โดยเฉพาะนั่นเอง
และมันก็ได้รับการตอบรับดีเสียด้วย สำหรับ เดอะ ทรี มัสคีเบียร์
บาร์ตั้งอยู่ตรงแยกสวนมะลิส่วนเรื่องของการตกแต่งร้านต้องบอกว่าแปลกใหม่น่าลองเพราะมาในแนวฮาโลวีนดูหลอนๆ
ดื่มด่ำรสชาติเบียร์ท่ามกลางแสงสลัวภายในร้านถูกประดับไปด้วยตุ๊กตาแม่มด
ฟักทองแกะสลักรวมไปถึงโครงกระดูกปลอมที่วางไว้ในจุดต่างๆเพื่อสร้างความหลอนของร้าน
ส่วนเวลาเปิดทำการก็เปิดห้าโมงเย็นไปจนถึง เที่ยงคืนเลยทีเดียว
โหย
มาต่อกันที่ร้านสองกับ โหย ร้านคราฟชื่อสั้นแต่มากด้วยคุณภาพ
สำหรับร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ศูนย์รมความวินเทจแห่งใหม่ของเมืองกรุงอย่างช่างชุ่ย
ซึ่งเป็นตลาดที่เน้นความเป็นวินเทจ
และรวบรวมของมือสองมาไว้ในที่เดียวเป็นจำนวนมากนั่นทำให้ร้านโหยก็เป็นร้านที่ได้รับอิทธิพลจากสไตล์วินเทจเช่นเดียวกัน
แถมที่สำคัญยังตั้งอยู่ใกล้กับแลนมาร์คของที่นี่อย่างเครื่องบินลำยักษ์
ซึ่งเป็นของจริง แต่ถูกดัดแปลงสภาพให้กลายเป็นเครื่องบินโชว์เอาไว้สำหรับให้ผู้มาเที่ยวได้ถ่ายภาพกับ
สำหรับร้านโหยต้องบอกว่าควรค่าแก่การมาลองของสายคราฟอย่างยิ่ง เพราะที่นี่เขามีเบียร์ถึง 12
แทปให้ได้ลิ้มลองอีกทั้งยังนำเข้าเบียร์เยอรมันขึ้นชื่ออย่าง ไวเซอร์ และเอดิเกอร์
เบาวไวน์เซอร์มาให้ได้ลองกันอีกด้วย
บ้านดอกแก้ว
ตัดมาร้านสุดท้ายสำหรับตอนนี้กับบ้านดอกแก้ว
โดยร้านนี้จะมีความแตกต่างกับสองร้านแรกโดยสิ้นเชงตั้งแต่เรื่องของการตกแต่งร้าน
และเบียร์ที่จำหน่าย เพราะบ้านดอกแก้วนั้นดัดแปลงร้านมาจากบ้านไม้เก่าที่นำมารีโนเวทใหม่
แต่ยังคงเน้นความดั้งเดิมเป็นร้านคราฟเบียร์ ซึ่งจะได้กลิ่นอายความคลาสสิคไปด้วย
ส่วนเบียร์ก็มีให้เลือกถึงสิบแทป ขณะเดียวกันทางร้านก็เน้นจำหน่ายเบียร์ไทยเป็นส่วนใหญ่

3 ร้านปิ้งย่างเกาหลี ที่มาแค่พัทยาก็ฟินได้

เอาใจคนรักปิ้งย่าง กับ ร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลี
บอกได้เลยว่าที่พัทยาแดนท่องเที่ยวแห่งนี้ มีดีมากกว่าอาหารทะเล
ซึ่งแต่ละร้านปิ้งย่างที่เราจะมาแนะนำ จะถูกใจคุณขนาดไหน
บอกเลยว่าต้องลองสถานเดียว
Firepork
ร้านบาร์บีคิวสไตล์เกาหลี มีดีที่เนื้อหมูพรีเมียม ย่างบนเตาหินร้อนๆ
โดยมีพนักงานมาบริการปิ้งย่างให้ เพื่อความสุกกำลังดี
เสิร์ฟพร้อมกับกิมจิและผักสลัดที่เติมได้ไม่อั้น
นอกจากนี้ทางร้านยังมีอาหารเกาหลีฟิวชันส่งตรงจากกังนัมอีกมากมาย เมนูแนะนำคือ
omelet cheese ไข่นุ่มๆ สอดไส้ชีส ทานคู่กับซุปกิมจิหรือซุปมิโซะร้อนๆ
พิกัด : 399/9 หมู่10 ถนน พัทยาสายสอง (โครงการ The Avenue Pattaya)
เมืองพัทยา , บางละมุง , ชลบุรี เบอร์ติดต่อ 084-426-1676
เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 11:00 – 23:59
NAMSAN GRILL Korean BBQ Buffet The One Pattaya
บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างเกาหลี หัวละ 329 บาท วัตถุดิบมีให้เลือกกันแบบเยอะสะใจ ทั้ง
สันคอหมูหมักซอส หมูสามชั้นหมักซอส เมนูหมักซอสชอบมาก หมูนุ่ม รสชาติดี
หมักเข้าเนื้อเน้นๆ ใส่ผักกินกับกระเทียม กับน้ำจิ้มเข้ากันดีมาก
หมูสันนอก ที่นี่จะหั่นเป็นชิ้นยาว ซี่โครงหมู ก็หมักมารสชาติดี รับประกันความฟิน
พิกัด : Korean Town ถนน พัทยาสายสอง (ติดกับ Tiffanys show) นาเกลือ ,
บางละมุง , ชลบุรี เบอร์ติดต่อ 088-008-0355
เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 11:00 – 22:00
Jinsung Korean Restaurant
จากกระแสรีวิวยอดเยี่ยมจากหลายๆ แหล่ง
พร้อมให้คุณมาจัดเต็มกับบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์เกาหลีแท้ หัวละ 329 บาท
ที่พนักงานร้านประเดิมด้วยการยกน้ำ ยกเครื่องเคียงมาเสิร์ฟ
บอกเลยว่าเครื่องเคียงเยอะจัดเต็มมาก ที่สำคัญรสชาติดีทุกอย่าง สันคอหมู สามชั้น
หมูนุ่ม หมูหมัก หมูหมักรสชาติดีมากๆ แบบไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มกันเลย
กินกับผักกับกระเทียม เป็นอะไรที่ฟินมากๆ
พิกัด : ถนนพัทยาสายสอง (ติดกับทิปฟานี่โชว์) นาเกลือ , บางละมุง , ชลบุรี
เบอร์ติดต่อ 081-176-4493, 038-429-922 เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 11:00 – 22:00

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : แกงบอน

แกงบอน ถือเป็นอาหารพื้นบ้านของไทยที่มีวิธีการทำเคล็ดลับที่ไม่ง่ายอย่างใครหลายคนคิด เพราะ บอน
เป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดที่ต้องเรียนรู้วิธีการกินที่ถูกต้องหากใครทำไม่เป็นกินเข้าไปได้นั่งเกาปากกันทั้งวันเป็นแน่
โดย บอน ที่นิยมนำมาทำ แกงบอน นิยมบอนเขียวพื้นถิ่นเพราะไม่หวานมาก เวลาชาวบ้านไปเก็บบอนริมห้วย จะพบ ผักกูด
ขึ้นอยู่ไม่ไกลกัน ก็จะเด็ดยอดมากินเป็นผักเคียงกับ แกงบอนรสชาติเข้ากันอย่างน่าประหลาดใจทีเดียว
นอกจากนี้ ผักกูด ยังเป็นตัวชี้วัดเรื่องสารเคมีที่ใดมีสารเคมีที่นั่นไม่มีผักกูดขึ้น ดังนั้น ที่ไหนมีบอน มีผักกูด
ก็แสดงว่าปลอดภัย แถม บอน เป็นยาเย็นเส้นใยช่วยในการดูดซับสารก่อกลายพันธุ์
กินดีมีประโยชน์แน่นอนไม่นับรวมส่วนผสมของผักสมุนไพรอีกหลายตัวใน แกงบอน
เช่น จะค่าน แก้จุกเสียด ช่วยขับลม บำรุงกำลัง, ยอดส้มป่อย
ช่วยฟอกเลือด ชำระเมือกในลำไส้, มะเขือพวง ลดไขมัน
ควบคุมน้ำตาลในเลือด และ มะกอก วิตามินซีสูง
ช่วยแก้โรคขาดแคลเซียม ดีเลิศแบบไม่ต้องพูดมากกันเลยทีเดียว
ส่วนขั้นตอนการทำ แกงบอน ก็ไม่ยากเย็นอะไร เริ่มจาก
เก็บยอดบอนมาแล้วไม่ต้องล้างน้ำ หากบอนถูกน้ำเย็นแล้วจะคัน
ให้ปลอกและรูดเยื่อที่หุ้มก้านยอดออก จากนั้นหักเป็นท่อนๆ ไว้ห้ามล้างเด็ดขาด
เพราะการรูดปลอกเยื่อบอนออกก็สะอาดโดยไม่ต้องล้างคราวนี้นำบอนไปนึ่งให้สุก
ความร้อนจะทำให้สารที่ทำให้คันหมดไป
ระหว่างนึ่งก็เตรียมพริกแกง, มะเขือพวง, จะค่าน
ช่วยให้รสเผ็ดซ่าน 4-5 แว่น, มะกอก 1-2 ลูก หรือ ยอดส้มป่อย 5-
10 ยอด, แคบหมูซอยเป็นชิ้น, หนังหมูคั่วหรือกากหมู และใบมะกรูด
เมื่อเตรียมวัตถุดิบเสร็จก็หันมาตำพริกแกง ใช้ พริกแห้ง 7
เม็ด, กระเทียม 3 กลีบ, ข่า 3 แว่น, ตะไคร้หั่นฝอย 1 หัว และ เกลือ
1/3 ช้อนชา โขลกให้แหลก ตามด้วย กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
โขลกให้เข้ากัน ตั้งกระทะใส่น้ำมัน
ทุบกระเทียมลงไปผัดให้เหลืองหอม นำน้ำพริกแกงลงไปผัด
จากนั้นนำบอนที่นึ่งสุกแล้ว (ให้ได้ ๑ ถ้วยใหญ่)
ลงไปผัดกับพริกแกง ยีให้บอนแตกเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่ มะเขือพวง
ตามไป คนสักพัก ใส่ จะค่านหั่นแว่น ยอดส้มป่อย
และฉีกเนื้อมะกอกใส่ไปพร้อมเมล็ด คนให้เข้ากัน
สุดท้ายเมื่อ ยอดส้มป่อย สุก ใส่ แคบหมู หรือ กากหมู
ลงไปผัด ใส่ ใบมะกรูดฉีก และ ต้นหอมซอย
เพิ่มกลิ่นในขั้นตอนสุดท้าย คนให้เข้ากันพร้อมยกลงจากเตา
เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียวหรือข้าวสวย แกล้มด้วยผักกูด
อร่อยเหาะอย่าบอกใคร

“ครองแครงแก้วอัญชันน้ำกะทิ”

ไหนใครชอบทานขนมไทยบ้างคะ วันนี้เรามีวิธีทำขนมไทยแสนอร่อย เคี้ยวเพลิน
หวานละมุนมาฝากค่ะ ขนมของเราในวันนี้ก็คือ ครองแครงแก้ว อัญชันน้ำกะทินั่นเอง
จริงๆเจ้าครองแครงนี่หากินไม่ยากนะคะ ตามตลาดก็มี แต่ส่วนมากมันใส่สี สูตรที่เราจะมาสอนทำในวันนี้
สะอาดปราศจากสีเพราะเราใช้ดอกอัญชันค่ะ ธรรมชาติก็สามารถให้สีสันที่สวยงามได้ไม่แพ้สีสังเคราะห์
และดีต่อคนรับประทานด้วย เริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ
ส่วนผสม ขนมครองแครงแก้ว อัญชันน้ำกะทิ
1. แป้งมัน 4-5 ถ้วย
2. แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
3. ดอกอัญชัน
4. กะทิ 2 กล่อง
5. เกลือ 1 ช้อนชา
6. น้ำตาลทรายขาว
7. ใบเตย
8. งาขาวคั่ว
วิธีทำ ขนมครองแครงแก้ว อัญชันน้ำกะทิ
1. นำแป้งมันผสมกับแป้งข้าวเจ้าใส่กะละมังไว้ ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่ดอกอัญชันลงไป
รอจนน้ำเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มแล้วจึงตักดอกอัญชันออกมา
2. นำน้ำดอกอัญชันที่ต้มเดือดแล้วมาเทลงไปในกะละมังแป้ง ค่อย ๆ เทน้ำดอกอัญชัน
ต้องระวังแป้งจะเหลวเกินไป ใช้อีกมือหนึ่งคน ต้องรีบคนนะคะ เพราะถ้าคนช้าแป้งจะสุกเกินได้
คนเสร็จก็ใช้มือนวดต่อ อย่าลืมเอาแป้งมันมาทาที่มือด้วยนะคะ เพราะแป้งจะติดมือค่ะ
3. นำน้ำดอกอัญชันที่เหลือมาเติมน้ำเปล่า แล้วตั้งไฟให้นำก้อนแป้งที่เตรียมไว้มาคลึงให้เป็นเส้นยาว ๆ
เส้นผ่าศูนย์กลางไม่ควรเกิน 1 เซนติเมตรนะคะ เพราะครองแครงจะตัวใหญ่เกินไปค่ะ พอคลึงแล้วก็ตัด
หน้าตาจะออกมาคล้าย ๆ หนอนน้อย
4. พอได้แป้งเป็นชิ้นมาแล้วก็เอามากดลงบนพิมพ์กดทำครองแครง เอานิ้วมือถูแป้งไปด้านหน้า
แป้งจะม้วนตามนิ้วเรา กด ถู ไปจนแป้งหมดค่ะ
5. นำหม้อมาใส่น้ำแล้วตั้งไฟกลางไปทางแรง เพื่อต้มตัวครองแครงค่ะ อาจจะใส่ใบเตยไปด้วย
เตาแรกต้มตัวครองแครง
6. อีกเตาตั้งหม้ออีกใบใช้ไฟอ่อน ๆ ใส่กะทิ เกลือ น้ำตาลทราย และใบเตย
ตอนใส่ตัวครองแครงลงไปต้ม พอใส่เสร็จก็คน ๆ ด้วยนะคะ กันแป้งติดก้นหม้อค่ะ สังเกตถ้าแป้งสุก
ตัวครองแครงจะลอยขึ้นมา รอสัก 25-30 วินาทีเป็นอันใช้ได้ค่ะ
7. พอกะทิใช้ได้ก็นำตัวแป้งที่เราพักไว้มาใส่หม้อกะทิ คน ๆ แล้วชิมตามชอบ รอเดือดสักนิดแล้วก็ปิดไฟ
โรยงาคั่ว แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้วล่ะค่ะ
แป้งครองแครงกะทิ โดยปกติมี 2 แบบ คือ แบบใช้แป้งมันล้วนๆ ตัวครองแครงจะเหนียว หนึบ
(เราเรียกครองแครงแก้ว) ส่วนแบบที่ใช้แป้งมันผสมแป้งอื่น เช่น แป้งข้าวเจ้า หรือ
แป้งข้าวเจ้ากับแป้งท้าว ตัวแป้งจะนุ่มกว่าและขุ่นกว่านิดนึงค่ะ
และถ้าต้องการทำเป็นครองแครงกะทิมะพร้าวอ่อน ให้ขั้นตอนการทำน้ำกะทิ
ใส่น้ำมะพร้าวอ่อนลงไปเลย และอย่าลืมหั่นเนื้อมะพร้าวอ่อนใส่ลงไปด้วยนะ
โดยใส่ไปพร้อมกับตอนใส่ตัวครองแครงนะคะ ขอให้มีความสุขกับการทำขนมนะคะ

วิธีทำหมูกรอบ 2สูตรเด็ดๆ หนังกรอบ เนื้อฟู๊ฟู

ใครที่กำลัง ตามหาสูตรหมูกรอบในดวงใจ
ไม่ต้องเปิดตำราอาหารหรือเปิดหาสูตรจากแหล่งไหนให้เสียเวลา วันนี้เราขอนำเสนอ 2
วิธีทำหมูกรอบเอาใจคนชอบกินหมูกรอบเป็นชีวิตจิตใจค่ะถ้าใครได้ลองชิมเป็นต้องติดใจ
1. สูตรหมูกรอบแบบง่าย
วิธีทำหมูกรอบแบบง่ายๆ
เอาใจคนอยากกินหมูกรอบชิ้นใหญ่เต็มปากเต็มคำ
มีเคล็ดลับคือ ทาด้วยน้ำส้มสายชูให้ทั่วบริเวณหนัง
จากนั้นโรยเกลือทับให้หนา ๆ
เพื่อไล่ความชื้นและทำให้หนังหมูตึง
ส่วนผสม หมูกรอบแบบง่าย
• หมูสามชั้น (หั่นขนาดตามชอบ)
• น้ำมันหอย (ตามชอบ)
• พริกไทย (ตามชอบ)
• น้ำส้มสายชู
• เกลือป่น
• กระดาษอะลูมิเนียมฟอยล์
• หม้ออบลมร้อน
• เหล้าจีน
เคล็ดลับคือ เลือกสามชั้นหนังหนาๆ มันน้อย ๆ เนื้อเยอะ ๆ
วิธีทำหมูกรอบแบบง่าย
1. ใช้มีดกรีดหนังหมูให้เป็นลายตารางเล็ก ๆ
แล้วจิ้มให้พรุนเลย จากนั้นหมักด้วยเหล้าจีน น้ำมันหอย
และพริกไทยตามชอบ หมักทิ้งไว้ในตู้เย็น 15-30 นาที
2.นำหมูสามชั้นหมักออกมาห่อด้วยกระดาษอะลูมิเนียมฟอยล์
แล้วทาด้วยน้ำส้มสายชูให้ทั่วบริเวณหนัง
จากนั้นโรยเกลือทับให้หนา ๆ (เพื่อไล่ความชื้น)
3. นำหมูเข้าอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที
หมายเหตุ : หากใครมีเกลือแกงเม็ดใหญ่ ๆ
ให้ใช้แบบนั้นแล้วนำมาตำหยาบ ๆ
ความเค็มจะไม่เข้าไปในหมูมากนัก แต่หากใช้เกลือป่นระวังเรื่องความเค็มด้วยนะคะ
ตอนนำออกจากเตาให้เอาน้ำล้างออกหน่อยแล้วผึ่งให้แห้งก่อนเข้าอบอีกครั้ง
4. นำหมูที่อบแล้วมากะเทาะเกลือออก
จากนั้นนำกระดาษอะลูมิเนียมฟอยล์ออก
(ขั้นตอนนี้จิ้มหนังหมูอีกนิดด้วยเพื่อความกรอบ)
แล้วนำไปอบต่อ 15-20 นาที จนกว่าจะฟูกรอบตามชอบ

2. สูตรหมูกรอบ แบบนังกรอบพิเศษ
ถ้าชอบหนังหมูแบบกรอบๆ
ต้องมาลองหมูกรอบสูตรหนังกรอบพิเศษสูตรนี้
แต่แม้หนังจะกรอบแต่หมูยังนุ่มอยู่นะคะ
มาพร้อมเคล็ดลับการเลือกหมูสามชั้นอีกด้วย
เริ่มต้นลงมือทำกันเลยดีกว่า
ส่วนผสม หมูกรอบหนังกรอบ
• หมูสามชั้น 1 แผ่น (หนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม)
• น้ำเปล่า 10 ถ้วย
• เกลือป่น 85 กรัม
• น้ำมันปาล์มสำหรับทอด
เคล็ดลับ : วิธีเลือกหมูสามชั้นเลือกตรงส่วนพื้นท้อง
เพราะหมูส่วนนี้จะนุ่มดีแล้วก็มีชั้นเนื้อชั้นไขมันที่ทอดออกมาแล้
วจะไม่กระด้าง
วิธีทำหมูกรอบหนังกรอบ
1. ใช้มีดโกนมาขูดขนอ่อน ๆ ที่หลงเหลือออกไปให้หมด
หากมีคราบอะไรติดมา ก็เอาแปรงสีฟันที่ไม่ได้ใช้แล้ว ขัดๆ
ออกให้หมดและก็นำไปล้างให้สะอาด จากนั้นก็บั้งแนวยาวเป็น 3 รอย
2. ตั้งหม้อหรือกระทะบนเตาไฟ ใส่น้ำเปล่าลงไป
ตามด้วยเกลือป่น (ใครชอบเค็มมากๆ ก็ใส่เยอะกว่านี้ได้
เพราะหากใส่ตามอัตราส่วนนี้จะเค็มอ่อนๆ )
รอน้ำเดือดก็ใส่หมูทั้งชิ้นลงไปต้ม คว่ำด้านหนังลงต้ม 40 นาที
แล้วค่อยพลิกเอาด้านเนื้อกลับลงไป และต้มต่ออีกประมาณ 5 นาที
3. พอครบเวลาตามที่กำหนดไว้ก็ใช้ตะหลิวโปร่งๆ
ตักชิ้นหมูขึ้นจากกระทะ เอาไปวางพักบนตะแกรงโปร่ง
และนำไปตากแดดจัด หรืออบด้วยไฟอ่อน ๆ 1 ชั่วโมงหรือจนหนังหมูแห้ง
4.จากนั้นก็นำมาทอดในน้ำมันเยอะหน่อย
โดยเอาด้านหนังลงไปทอดก่อน
ซึ่งช่วงแรกใช้ไฟกลางค่อนมาทางแรง
พอด้านหนังเหลืองดีก็พลิกกลับอีกด้านลงไปทอด และลดไฟลง
ทอดต่อไปอีกสักหน่อย จนหมูเหลืองทั้งสองด้าน
แค่นี้ก็ได้หมูกรอบเด็ดๆไว้ทานเพลินๆแล้วค่ะแล้วพบกันใหม่เมนูหน้า

บุพเฟ่ต์โรงแรมยอดฮิต

สมัยนี้บุเฟต์ราคาหลักร้อยก็ถือว่ามีคุณภาพไม่น้อยเมื่อทเียบกับสมัยก่อน
อีกทั้งยังมีความหลากหลายในอาหารเพิ่มมากขึ้น วันนี้จึงขอพามาพบกับบุฟเฟ่ต์ในโรงแรมที่ราคาไม่แพงอย่างที่คิด
1.ห้องอาหาร S Cafe’ โรงแรม S31
ห้องอาหาร S Cafe’ ตั้งอยู่บนชั้น 16 ของโรงแรม S31 ซึ่งอยู่ริมถนนสุขุมวิท
เดินทางสะดวกไม่ว่าจะมาทางรถไฟฟ้า BTS สถานีอโศก, พร้อมพงศ์ หรือจะรถไฟใต้ดิน MRT
สถานีสุขุมวิทแล้วเดินต่อมาเพียง 5 นาทีค่ะ ที่ S Cafe’
แห่งนี้ให้บริการอาหารนานาชาติแบบบุฟเฟ่ต์ในห้องอาหารดีไซน์ชิคๆ มีสีสัน ปลอดโปร่งนั่งสบาย
เมนูอาหารที่นี่ก็ค่อนข้างหลากหลายและครบครันทั้งมื้อเช้า, มื้อกลางวันและมื้อค่ำ ทั้ง
โซนอาหารไทยที่มีทั้งเมนูพื้นๆไปจนถึงชาววังหน่อยๆ อาหารญี่ปุ่นจัดเต็มทั้งซูชิ, ซาซิมิ เทปันยากิ ฯลฯ
อาหารยุโรปที่มีทั้งเมนูแบบปรุงสำเร็จ, Cold Cut, สลัดบาร์, ขาหมูและไส้กรอกเยอรมัน และมุมสเต็ก
โดดเด่นที่สุดคือไลน์ของหวานหลากหลายเมนูที่รสชาติ ดี หวานแบบกลางๆ พร้อมไลน์เครปสดและไอศครีมราคาไม่ถึงพันแน่นอน

2.ห้องอาหารดิเอท โรงแรมสยาม
บุฟเฟ่ต์นานาชาติ มื้อกลางวันใน ราคา 599 บาท บุฟเฟ่ต์นานาชาติวันนี้มีอาหารให้เลือกมากมาย อาทิเช่น ซูชิ
ซาซิมิ Honey Roast Ham อาหารเหนือ อาหารอีสาน และมีบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลมื้อค่ำ ในราคา 1,190บาท/ท่าน

3.ห้องอาหาร ดิ เอมเมอรัลด์ คอฟฟี่ช็อพ
ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ของโรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ บนถนนรัชดา
หากไม่สะดวกขับรถส่วนตัวมาก็สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT มาลงที่สถานีห้วยขวางทางออกที่ 3
ก็สามารถเดินเท้ามาที่โรงแรมได้เลย ที่นี่เป็นอีกหนึ่งห้องอาหารโรงแรมที่ให้บริการอาหารนานาชาติแบบบุฟเฟ่ต์ใน
ราคาไม่เกินพัน แต่ครบครันทั้งอาหารไทยและนานาชาติ ทั้งเมนูปรุงสำเร็จและปรุงสด เช่น ซูชิและซาซิมิ
เนื้ออบซอสไวน์แดง ขาหมูตุ๋น กระเพาะปลา ติ่มซำ แซลมอนรมควัน

4.ห้อง อาหารเเกรนด์ คาเฟ่
ที่เปิดในบริการในโรงเเรมเดอะเเกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น กรุงเทพ
อยู่บริเวนชั้นล็อบบี้ของโรงเเรม ซึ่งจะเปิดในบริการสำหรับบุฟเฟ่ต์เป็นวันละ 2 รอบ คือ
บุฟเฟ่ต์นานาชาติมื้อกลางวัน เปิดบริการในเวลา 11.30-14.30 น. เเละบุฟเฟ่ต์อาหารค่ำ เวลา 18.00 – 22.00 น.
ในราคาเพียง 850++ บาทต่อท่าน

5.บุพเฟ่ต์ใบหยก สูงที่สุดในประเทศไทย
ถึงแม้จะถูกโค่นแชมป์ไปแต่วิวระดับร้อยล้านในตำนานของตึกใบหยกก็ทำให้ใครๆ
ต่างอยากมาดินเนอร์พร้อมชมพระอาทิตย์ในบรรยากาศแสนโรแมนติคแต่ราคาไม่ถึงพันพร้อมมอบประสบการณ์ดิน
เนอร์แสนพิเศษในราคาท่านละ 860฿

3 ร้านอาหารอร่อย ที่คุณต้องไป

หลายคนมองหาร้านอาหารใกล้ๆบ้าน แต่ไม่รู้จะไปที่ไหน วันนี้เราเอาร้านอาหารดีๆ หลากหลายเมนู มาฝาก
1.ร้าน กินลมชมสะพาน

หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อร้านแห่งนี้ แต่ร้านแห่งนี้ได้เปิดให้บริการมานานแล้ว ชื่ออาจจะดูแปลกๆ
แต่อาหารบอกได้เลยว่าไม่แปลกแน่นอน ทั้งวิวที่โรแมนติก มีเสียงเพลงเบาๆ ประกอบกับแสงไฟในยามราตรีที่แสนจะอิน
และอาหารที่นี่บอกได้เลยว่า เด็ดสุดๆ สามารถเลือกสั่งได้ตามใจชอบ มีทั้ง ต้มยำกุ้ง ปูนิ่มผัดผงกะหรี่ เป็นต้น
ใครไม่ไปถือว่าพลาด
ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ : 11/6 สามเสน ซอย 3 แขวง วัดสามพระยา เขต พระนคร กรุงเทพมหานคร
2. ร้าน บาร์เล่ย์ บาร์ บิสโตร (Barley Bar Bistro)

ใครอยู่แถวสีลมน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีกับร้าน บาร์เล่ย์ บาร์ บิสโตร (Barley Bar Bistro)
ร้านนี้ถูกแบ่งไว้หลากหลายโซนแล้วแต่คนชอบไม่ว่าจะเป็นการนั่งจิบค็อกเทลและนั่งพูดกันสังสรรคกับเพื่อนภายในร้าน
หรือใครที่ชอบบรรยากาศเงียบๆชิลๆ ก็สามารถไปนั่ง
ตรงบาร์ในโซนที่เปิดโล่งให้คุณได้ไกล้ชิดกับอากาศภายนอกของร้านอีกด้วย นอกจากนี้ไม่ไช่มีแค่เครื่องดื่ม
เพราะทางร้านยังมีอาหารฟิวชั่นแสนหลงไหลอย่าง สปาเก็ตตี้ทูน่าพริกขี้หนู ยำมาม่าบาร์เล่ย์
ที่ใครมาก็ไม่พลาดสั่งเมนูนี้แน่นอน
ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ : ที่อยู่ :อาคารฟู้ดแชนแนล ข้างซอยละลายทรัพย์ ถนนสีลม
3.ร้าน Karma Karmet

หลายคนคงไม่ชอบความวุ่นวายร้านนี้เหมาะมาก โดยภายในร้านมีการตกแต่งที่เรียบง่าย สบายตา
โดยอาหารภายในร้านจะเป็นแนวฝรั่งรสชาติดีในร้านที่ตกแต่งแนวบ้านสไตล์ยุโรป
ภายในร้านจะมีกลิ่นที่หอมของชาอบอวนไปทั่วทั้งร้าน
ส่วนเมนูของทางร้านจะมีทั้งอาหารคาวและของหวาน แต่ที่ต้องสั่ง คือ
สายไหมสีหวานฟูฟ่องที่ช่วยเพิ่มความสดใสให้กับบรรยากาศ แถมยังอร่อยอีกด้วย
ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ : 30/1ซอยเมธีนิเวศม์ แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ข้าวต้มสามกษัตริย์

ข้าวต้มสามกษัตริย์

ข้าวต้ม
เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างมากประเภทหนึ่งของชาวไทย
สามารถทางได้ตั้งแต่เช้าไปจรดเย็น
แถมสามารถเลือกกินได้ไม่ซ้ำซากจำเจ
เพราะมีวัตถุดิบในการปรุงแตกต่างกันไปตามแต่ที่ต้องการ
ไล่ตั้ง ข้าวต้มหมู, ข้าวต้มไก่, ข้าวต้มซีฟู้ด ไปจนถึง
ข้าวต้มพุ้ย
ซึ่งเป็นอาหารที่สามารถหารับประทานได้ทั่วไปบนแผ่นดินสยาม
แต่หากเจาะลึกลงไปถึงข้าวต้มโบราณแบบฉบับไทยๆ
ที่เป็นของขึ้นหิ้ง ชื่อนี้ย่อมทำให้ตาลุกวาวได้เสมอ นั่นคือ
ข้าวต้มสามกษัตริย์
แล้ว ข้าวต้มสามกษัตริย์ เป็นอย่างไร?
มีการบันทึกไว้ว่าที่มาของชื่อ “ข้าวต้มสามกษัตริย์”
และการคิดค้นเมนูอาหารนี้
มาจากกลางทะเลบริเวณปากอ่าวแม่กลอง เมื่อร้อยกว่าปีก่อน
ในขบวนเสด็จประพาสต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัว รัชกาลที่ 5
ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถในเรื่องโภชน
าการเป็นอย่างมาก ดังที่ได้ทีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้จากผู้ใกล้ชิด
หนึ่งนั้นคือหนังสือเสด็จประภาสต้น
ที่นายทรงอานุภาพได้เขียนเกี่ยวกับพระปรีชาสามารถไว้ว่า
"วันที่ 24 เวลาเช้า
เสด็จทรงเรือฉลอมแล่นใบออกประภาสละมุ
ที่เขาจับปลาตามปากอ่าวแม่กลอง
มีเรือฉลอมแล่นในกระบวนการเสด็จ 3 ลำ ด้วยกัน เที่ยวซื้อกุ้ง
ปลา ที่เขาจับได้ตามป่าละมุ
แล้วต้มข้าวต้มสามกษัตริย์นั้นในเรือฉลอม”
“ที่เรียกว่าข้าวต้มสามกษัตริย์นั้น คือต้มอย่างข้าวต้มหมู
แต่ใช้ปลาทู กุ้ง กับ ปลาหมึกสด แซกแทนหมู

เป็นของทรงประดิษฐ์ในเช้าวันนั้นเอง
ตั้งแต่ฉันเกิดมายังไม่เคยกินข้าวต้มอร่อยอย่างวันนั้นเลย"
โดยข้าวต้มที่อร่อยที่สุดเท่าที่ผู้ทรงบันทึกได้กล่าวไว้
มีวัตถุดิบสำคัญ 3 อย่าง คือ ปลาทู กุ้ง และ ปลาหมึก
ความอร่อยของเมนูนี้
ประการหนึ่งมาจากความสดใหม่ของวัตถุดิบที่จับมาจากกลางทะเล
อีกประการหนึ่ง คือคุณภาพของวัตถุดิบจากปากอ่าวแม่กลอง
ซึ่งได้ชื่อว่ามีความอุดมสมบูรณ์มาแต่เดิม โดยเฉพาะ
ปลาทูแม่กลอง อันเลืองชื่อ
แถมเป็นอาหารทรงโปรดของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอ
ยู่หัว
ดังที่คนรุ่นหลังจะได้เห็นภาพคุ้นตาที่มักปรากฏอยู่ในร้านอาหารไ
ทย นั่นคือพระบรมฉายาลักษณ์ขณะที่ทรงทอดปลาทู
และยังปรากฎในพระราชหัตถเลขาหลายครั้งหลายคราเกี่ยวกับปล
าทู
ส่วนเครื่องปรุงของ “ข้าวต้มสามกษัตริย์” กอปรด้วย ปลาทู,
กุ้งทะเล, ปลาหมึกสด, ใบผักกาดหอม, ใบตั้งโอ๋, ใบขึ้นฉ่าย,
น้ำปลา, น้ำซอสฝรั่ง และ น้ำซีอิ้วญี่ปุ่น
ส่วนกรรมวิธีการปรุงเมนูชนิดนี้ เริ่มจาก…
นำ ปลาทู, กุ้งทะเล และ ปลาหมึกสด หั่นเป็นชิ้น
แล้วนำไปต้มเก็บไว้ จากนั้นเจียวกระเทียมให้หอม
แล้วเอาข้าวสารผัดกับน้ำมันกระเทียมเจียวใส่น้ำปลา
ลงไปเคี่ยวในน้ำต้ม ปลาทู, กุ้งสด และ ปลาหมึกสด จนได้ที่
จากนั้นใส่ ปลาทู, กุ้งสด และ หลาหมึกสด ที่เตรียมไว้ลงไป
ปรุงรสด้วยน้ำปลา, น้ำซีอิ้วญี่ปุ่น และน้ำซอสฝรั่ง
ที่เหลือแค่ใส่ผักสดที่เตรียมไว้ลงไป โรยพริกไทยป่น
จะใส่น้ำส้มแบบใส่ก็ได้ตามรสปาก เป็นอันเสร็จสิ้นเมนู
“ข้าวต้มสามกษัตริย์”
ซึ่ง ข้าวต้มสามกษัตริย์
นอกจากจะมีรสชาติอร่อยถูกปากคนไทยแล้ว
ยังเป็นข้าวต้มที่มากด้วยคุณค่าทางอาหาร
อีกทั้งสามารถทำกินเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน

เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารไทยโบราณที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์
และส่งต่อไปยังลูกหลานเป็นอย่างมาก