อุทยานแห่งชาติเขาค้อ

เที่ยวญี่ปุ่นได้หลายแนว ชอบแบบนี้ต้องไปเที่ยวที่เมืองไหน

ประเทศญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมเดินทางไปกันมาก
ซึ่งแต่ละแห่งก็มีความแตกต่างกันออกไป
มาดูกันหน่อยว่าถ้าชอบท่องเที่ยวแบบนี้แล้วควรต้องไปเมืองไหน

ชอบเที่ยวแบบชีวิตคนเมือง
ถ้าชื่นชอบไลฟ์สไตล์คนเมือง ผู้คนขวักไขว่ ร้านค้าร้านอาหารเพียบ
แบบนี้ก็ต้องไปยังเมืองหลวงอย่างโตเกียว หรือไม่ก็โอซาก้ากันไปเลย เพราะนี่คือ
2 เมืองที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของคุณได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะความเจริญต่างๆ นั้นจะถูกรวบรวมเอาไว้อย่างครบครันที่โตเกียว
เรียกได้ว่ามีความบันเทิงให้ได้สัมผัสกันไม่รู้จบเลยทีเดียว

ชอบเที่ยวแนวสวนสนุก
แนะนำเป็น ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ เจแปน หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า USJ กันไปเลย
นี่คือสุดยอดสวนสนุกที่สามารถเที่ยวได้แบบทั้งวันโดยที่ไม่เบื่อ
ซึ่งคุณจะต้องไปที่โอซาก้า แต่ถ้าหากว่าชื่นชอบอะไรที่เป็นแนวน่ารักๆ หน่อย
ที่โตเกียวก็มี ดิสนี่ย์แลนด์ กับ ดิสนี่ย์ซี ไว้เป็นทางเลือกสำหรับการไปเที่ยวเช่นกัน
เป็นความสนุกสนานที่แม้จะไปแล้วก็ยังสามารถไปซ้ำได้อีกไม่มีวันเบื่อ

ชอบเที่ยวแนววัฒนธรรม
คงจะไม่มีที่ไหนเหมาะสมไปกว่าเกียวโตอีกแล้ว
นี่คือเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม
เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของดินแดนอาทิตย์อุทัยที่งดงามเป็นอย่างมาก
ถือเป็นความโชคดีที่โบราณสถานหลายแห่งในพื้นที่แห่งนี้ไม่ถูกทำลายลงไปในช่
วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ทำให้ผู้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสสัมผัสกับความงดงามในอดีตที่ไม่เคยเลือนหายไปเล

ชอบเที่ยวแนวธรรมชาติ

สถานที่ท่องเที่ยวแนวธรรมชาติในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีมากมาย
ถ้าจะไปทางภูมิภาคคิวชูที่อยู่ตอนใต้ของประเทศก็จะมีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่โออิ
ตะ ขณะที่ภูมิภาคโทโฮคุก็มีหุบเขาสวยๆ ทะเลสาบสวยๆ ให้ได้เลือกเที่ยวไม่รู้เบื่อ
และถ้าขึ้นเหนือไปยังฮอกไกโด ก็จะมีฟาร์มต่างๆ เพียบ
รวมไปถึงสวนดอกไม้เมืองฟุราโน่ที่ขึ้นชื่ออีกด้วย

ชอบเที่ยวแนวกินอาหารอร่อย
ต้องแนะนำที่โอซาก้าเลย
เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่านี่คือแหล่งรวบรวมความอร่อยที่ทำให้นักท่องเที่ยวอาจก
ลับไปโดยที่น้ำหนักเพิ่มโดยไม่รู้ตัว อาหารขึ้นชื่อของโอซาก้าก็คือทาโกะยากิ
ถ้ามีโอกาสเดินทางมาเยือนก็จะต้องลองชิมให้ได้สักครั้ง
นอกเหนือจากนี้ก็มีอาหารอีกมากมายให้ได้ลิ้มลอง เลือกกันแทบไม่ไหวเลยทีเดียว

นี่ก็คือการเที่ยวแนวต่างๆ ซึ่งอันที่จริงก็คงมีอะไรที่แยกย่อยไปกว่านี้อีกมาก
ต้องลองมาสัมผัสเอาเองแล้วจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วคุณชื่นชอบการเที่ยวสไตล์ไหนใน
ประเทศแห่งนี้

นิวซีแลนด์มีอะไรให้เที่ยวบ้าง

นิวซีแลนด์ อีกหนึ่งประเทศจากแทบโอชีเนีย มองดูแล้วอาจจะคล้ายๆกับออสเตรเลีย เพราะอยู่ในโซนเดียวกัน
ซึ่งแน่นอนเชื่อได้เลยว่าประเทศนี้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่อยากจะเดินทางไปสัมผัสกับตัวเองสักครั้ง
เนื่องจากว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแหล่งธรรมชาติที่สงบและเรียบง่าย อากาศดี มีระบบนิเวศน์หลากหลาย
เหมาะสำหรับคนที่อยากไปสัมผัสชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์แห่งซีกโลกใต้ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำ 5 สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศนิวซีแลนด์ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
1.ธารน้ำแข็ง ฟ็อกซ์กลาเซียร์
การมาเที่ยวประเทศนิวซีแลนด์ พลาดไม่ได้เลยสำหรับ Fox
Glacier หรือ ธารน้ำแข็ง ฟ็อกซ์กลาเซียร์ ซึ่งอยู่บนยอดเขา
ต้องขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นไปโดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที
แล้วจะพบกับทิวทัศน์ของธารน้ำแข็งและหิมะสวยงาม ใครชอบแบบลุยๆ
ก็มีกิจกรรมปีนเขาน้ำแข็ง มุดถ้ำเขาน้ำแข็งหรือเดินลุยน้ำสัมผัสความหนาวเหน็บ
ซึ่งก่อนจะขึ้นไปต้องเตรียมตัวให้ดีด้วยการสวมเสื้อผ้ากันหนาวให้พร้อม
2.ทะเลสาบเทคาโป
ทะเลสาบเทคาโป (Lake Tekapo)
อีกหนึ่งทะเลสาบที่สวยที่สุดและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในนิวซีแลนด์
ด้วยความสวยงามของทะเลสาบทอดยาวทอประกายสีเขียวอมฟ้าแบบเทอควอยซ์
หากใครอยากถ่ายรูปเช็คอินบริเวณทะเลสาบมี
อนุสาวรีย์สุนัขต้อนแกะ (Mackenzie Sheep Dog Statue)
ที่สุดของสุนัขแสนรู้ สร้างด้วยทองสำริด มีวิวทะเลสาบเป็นฉากหลัง
นอกจากชมวิวบนพื้นดินแล้วยังสามารถขึ้นไปชมวิวมุมสูงบนฮอลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย
3.ไวโตโมโกลว์วอร์ม
ถ้ำไวโตโมโกลว์วอร์ม (Waitomo Glowworm Caves)
สถานแห่งนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสกับหินงอก หินย้อย
ธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากนี้ภายในถ้ำยังจะได้พบกับสิ่งมีชีวิตอย่าง
หนอนเรืองแสง ซึ่งเป็นหนอนชนิดหนึ่งที่อยู่ตามผนังในถ้ำแห่งนี้
ลักษณะเป็นหนอนตัวยาวเมือกใสๆ สะท้อนแสง
ที่ยืดตัวออกมาจากท่อบนผนังถ้ำลงมากินอาหาร
ให้จินตนาการว่าอย่างกับคุณนั้นกำลังอยู่บนโลกอวกาศเลยทีเดียว
4.ทะเลสาบวานากา
ทะเลสาบวานากา (Wanaka)
สถานที่ธรรมชาติที่ทำให้คุณได้พบเห็นกับ สายน้ำที่ใสราวกับกระจก
พร้อมกับมีตว์น้ำน้อยใหญ่แหวกว่ายอวดโฉมให้เห็นมีกิจกรรมพายเรือแคนนูและเรือคายัค
ใครมากับแฟนบอกเลยว่าบรรยากาศสวยโรแมนติกมากๆ
5.หมู่บ้านฮอบบิตัน (Hobbiton Farm)
สำหรับ หมู่บ้านฮอบบิตัน (Hobbiton Farm)
นั้นเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ไตรภาคสุดยิ่งใหญ่อย่าง เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ (The Lord of the Ring)
ดินแดนมิดเดิลเอิร์ธในเทือกเขาสวย เป็นหมู่บ้านเล็กๆ น่ารัก คนชอบถ่ายรูปต้องปลื้มที่นี่แน่นอน
นอกจากจะได้มาถ่ายภาพบันทึกความทรงจำแล้วยังจะได้ชมความน่ารักของฝูงแกะ แวะชมร้านขายสินค้าต่างๆ

ชมทุ่งดอกกระเจียว-ชัยภูมิ

เปิดตำรา 12 ร้านคราฟเบียร์ที่น่านั่งที่สุดในเมืองกรุง 2

ก่อนหน้านี้เราแนะนำร้านคราฟเบียร์น่านั่งในเมืองกรุงไปแล้วถึง 3 ร้านครั้งนี้เราจะมาต่อกัน 3 ร้านถัดมา ซึ่งรับรองได้เลยว่าน่านั่ง และมีคราฟเบียร์น่าลองให้คุณถูกใจมากมาย
เดอะ ทรี มัสคีเบียร์ บาร์
เริ่มกันที่ร้านแรกกับ เดอะ ทรี มัสคีเบียร์ บาร์ โดยร้านแห่งนี้ถือเป็นสาขาวย่อยของ จิมเบอร์เกอร์
หนึ่งในร้านคาฟเบียร์ที่เราได้แนะนำไปในตอนแรก ซึ่งสาขาแห่นี้ใช้ชื่อว่า เดอะ ทรี มัสคีเบียร์ บาร์
โดยจะเน้นจำหน่ายคราฟเบียร์อย่างเดียวไม่มีเบอร์เกอร์เหมือนกับสาขาหลัก
เดิมทีการขยายสาขาออกมาเป็นเพราะว่าร้านแรกนั้นหลายคนจะรู้จักในเรื่องของความอร่อยของเบอร์เกอร์
เสียมากกว่าทำให้จำเป็น้องแยกออกมาอีกสาขาเพื่อจำหน่ายคราฟเบียร์โดยเฉพาะนั่นเอง
และมันก็ได้รับการตอบรับดีเสียด้วย สำหรับ เดอะ ทรี มัสคีเบียร์
บาร์ตั้งอยู่ตรงแยกสวนมะลิส่วนเรื่องของการตกแต่งร้านต้องบอกว่าแปลกใหม่น่าลองเพราะมาในแนวฮาโลวีนดูหลอนๆ
ดื่มด่ำรสชาติเบียร์ท่ามกลางแสงสลัวภายในร้านถูกประดับไปด้วยตุ๊กตาแม่มด
ฟักทองแกะสลักรวมไปถึงโครงกระดูกปลอมที่วางไว้ในจุดต่างๆเพื่อสร้างความหลอนของร้าน
ส่วนเวลาเปิดทำการก็เปิดห้าโมงเย็นไปจนถึง เที่ยงคืนเลยทีเดียว
โหย
มาต่อกันที่ร้านสองกับ โหย ร้านคราฟชื่อสั้นแต่มากด้วยคุณภาพ
สำหรับร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ศูนย์รมความวินเทจแห่งใหม่ของเมืองกรุงอย่างช่างชุ่ย
ซึ่งเป็นตลาดที่เน้นความเป็นวินเทจ
และรวบรวมของมือสองมาไว้ในที่เดียวเป็นจำนวนมากนั่นทำให้ร้านโหยก็เป็นร้านที่ได้รับอิทธิพลจากสไตล์วินเทจเช่นเดียวกัน
แถมที่สำคัญยังตั้งอยู่ใกล้กับแลนมาร์คของที่นี่อย่างเครื่องบินลำยักษ์
ซึ่งเป็นของจริง แต่ถูกดัดแปลงสภาพให้กลายเป็นเครื่องบินโชว์เอาไว้สำหรับให้ผู้มาเที่ยวได้ถ่ายภาพกับ
สำหรับร้านโหยต้องบอกว่าควรค่าแก่การมาลองของสายคราฟอย่างยิ่ง เพราะที่นี่เขามีเบียร์ถึง 12
แทปให้ได้ลิ้มลองอีกทั้งยังนำเข้าเบียร์เยอรมันขึ้นชื่ออย่าง ไวเซอร์ และเอดิเกอร์
เบาวไวน์เซอร์มาให้ได้ลองกันอีกด้วย
บ้านดอกแก้ว
ตัดมาร้านสุดท้ายสำหรับตอนนี้กับบ้านดอกแก้ว
โดยร้านนี้จะมีความแตกต่างกับสองร้านแรกโดยสิ้นเชงตั้งแต่เรื่องของการตกแต่งร้าน
และเบียร์ที่จำหน่าย เพราะบ้านดอกแก้วนั้นดัดแปลงร้านมาจากบ้านไม้เก่าที่นำมารีโนเวทใหม่
แต่ยังคงเน้นความดั้งเดิมเป็นร้านคราฟเบียร์ ซึ่งจะได้กลิ่นอายความคลาสสิคไปด้วย
ส่วนเบียร์ก็มีให้เลือกถึงสิบแทป ขณะเดียวกันทางร้านก็เน้นจำหน่ายเบียร์ไทยเป็นส่วนใหญ่

ที่พักราคาดี

ปัจจุบันสถานที่ท่องเที่ยวและที่พักมีเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
รวมถึงราคาที่ถูกลงเพียงหลักร้อยก็สามารถไปเที่ยงต่างจังหวัดได้แล้ว
บทความนี้จะพาไปรู้จักกับที่ราคาหลักร้อยที่สวยงามไม่แพ้ที่พักราคาแพงๆเลย
1.โวโรน่า รีสอร์ท กาญจนบุรี โวโรน่า
รีสอร์ท สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ตัวรีสอร์ทสีขาว ตัดกับพื้นหญ้าสีเขียว ทำให้รีสอร์ทดูมีชีวิตชีวา สดชื่นขึ้นมาทันที
นอกจากที่พักจะน่ารักน่าพักแล้ว ที่นี่ยังที่มาพร้อมกับวิวสวยๆ ราคาเริ่มต้นคืนละ 950++บาท
2.โรงแรมกะตะ คันทรี เฮาส์ (Kata Country House Hotel) ที่พักระดับ 3 ดาว แถวหาดกะตะ
ที่น่าพักอีกแห่ง อยู่ใกล้ทะเล ห้องพักราคาถูก แนวบังกะโลใกล้ชายหาด โรงแรมมีสระว่ายน้ำ บรรยากาศดี
สะดวกสบาย ราคาประหยัด ไม่แพง เหมาะสำหรับคู่รัก และครอบครัว ราคาเริ่มต้นคืนละ 510++บาท
3.โรงแรมเดอะ บลู เพิร์ล กะตะ บาย เดอะ บีช กรุ๊ป (The Blue Pearl Kata Hotel by The Beach
Group) ที่พักระดับ 3 ดาว อีกหนึ่งแห่งแถวหาดกะตะ ใกล้ชายหาด ใกล้ทะเล โรงแรมมีสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้า
ห้องพักตกแต่งสวยงาม ราคาถูก หลักร้อย ราคาเริ่มต้นคืนละ 640++บาท
4.บางแสนเฮอริเทจ – Bangsaen Heritage Hotel Chonburi
สัมผัสที่พักดีๆ บรรยากาศหาดบางแสน กับการตกแต่ง ใหม่ในสไตล์โมเดิร์น ไทย (Modern Thai House-Inspired)
ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมากจากบ้านไทยโบราณ เหมาะสำหรับการพักผ่อนสบายๆที่ไม่ต้องการเดินทางไกล ราคาเริ่มต้นคืนละ 920++บาท
5. เดอะ โฟลตเฮ้าส์ ริเวอร์แคว – The Float House River Kwai Kanchanaburi
ถ้าใครชอบนอนบนแพ แบบว่าเปิดประตูมาโดดน้ำได้เลย ท่ามกลางวิวขุนเขาอันเขียวขจี
ห้องพักทุกหลังเป็นวิลล่าที่คุณจะสามารถนอนเห็นวิวแม่น้ำได้จากเบียงนอน
มีระเบียงส่วนตัวพร้อมเก้าอี้ชิงช้าให้นอนรับลมแม่น้ำ ทัศนียภาพแม่น้ำที่ถูกปกคลุมด้วยภูเขาอันเขียวขจี
ราคาเริ่มต้นคืนละ 890++บาท
6.อีซี่ รีสอร์ท (Eazy Resort) ที่พักระดับ 3 ดาว อยู่แถวหาดกะตะ ใกล้ชายหาด ใกล้ทะเล เดินไปได้ไม่ไกล
สะดวกสบาย ห้องพักตกแต่งเรียบๆสวยงาม โรงแรมมีสระว่ายน้ำ ราคาถูก หลักร้อย เงียบสงบ บรรยากาศดี
เหมาะสำหรับครอบครัว และคู่รักฮันนีมูนที่ต้องการพักผ่อนตากอากาศ ราคาเริ่มต้นคืนละ 720++บาท
7.โรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ (Ibis Phuket Kata Hotel) ที่พักระดับ 3 ดาว โรงแรมมีสระว่ายน้ำ วิวสวยๆ
น่าพักอีกแห่งย่านหาดกระตะ อยู่ใกล้ชายหาด ห้องนอนตกแต่งเรียบๆสะอาดสบาย ราคาประหยัด
ราคาเริ่มต้นคืนละ 920 บาท
8.พีช ฮิลล์ รีสอร์ท (Peach Hill Resort) ที่พักระดับ 3 ดาว โรงแรมในภูเก็ต วิวสวยๆ มีสระว่ายน้ำ
น่าพักแถวหาดกะตะ ห้องพักมีระเบียง มองเห็นวิวทะเล บรรยากาศดี พร้อมความสะดวก ราคาเริ่มต้นคืนละ1000++บาท

9 ที่เที่ยวน่าไปสำหรับคนรักหัวหิน 1

การหอบกระเป๋าหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองหลวงเพื่อไปหาที่พักผ่อนสงบๆสักที่คงเป็นเรื่องที่ใครหลายคนอยากจะทำกันทั้งนั้น แต่ก็ติดที่เวลานั้นมีน้อยเหลือเกินจะเดินทางไปทั้งทีก็คงจะต้องรอนาน แต่ก็มีที่ใกล้ๆอย่างหัวหินที่อาจจะเป็นที่พึ่งได้ เพราะอยู่ห่างจากกทม. เพียงนิดเดียววิ่งรถมาไม่นานก็ถึงที่หมายไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางเยอะทำให้มันเป็นเมืองที่คนกรุงนิยมไปกัน ดังนั้นเราจึงจะขอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวของหัวหินที่อาจจะช่วยให้คุณท่องเที่ยวเมืองแห่งนี้ได้สะดวกมากยิ่งขึ้นซีน สเปคหลายคนที่มาหัวหินเชื่อได้เลยว่าที่ที่ต้องไม่พลาดต้องเป็นเพลินวานหรือไม่ก็ตลาดโต้รุ่งอย่างแน่นอนแต่ที่เรากำลังจะแนะนำต่อไปนี้คือแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่หากคุณได้ไปรับรองว่าจติดใจอย่าแน่นอนที่ๆว่าคือ ซีน สเปค นั่นเองโดยที่นี่เพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่นานเป็นแนวห้างเอาท์ดอที่มีร้านค้ามากมายทั้งของกินร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ร้านเสื้อผ้า แต่ที่เป็นไฮไลท์สุดๆคือร้านจำพวกบาร์
บิสโตรที่ตั้งอยู่ริมหาดนั่นเอง โดยที่นี่มีแลนมาร์คสำคัญคือสระน้ำที่ใส และดูสวยสุดๆอยู่ริมหาดโดยรอบๆเต็มไปด้วยที่นั่งที่สามารถสั่งอาหาร และเครื่องดื่มมาได้และด้วยคสามสวยงามแถมเรียบหรูทำให้กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในเวลานี้และใครที่ไปหัวหินก็ต้องไม่พลาด และมาที่นี่เวเนเซีย

ความฝันของคนที่ชอบการท่องยุโรปเชื่อว่าอิตาลีน่าจะเป็นจุดหมายของใครหลายคนนั่นเพราะมีเมืองสุดสวย และเป็นสิ่งมหัศจรรย์เพราะมันตั้งอยู่บนน้ำอย่างเมืองเวนิสอยู่ที่นั่น
โดยเวนิสเป็นเมืองที่สวยงามและมีวัฒนธรรมอันน่าหลงใหลแถมยังเต็มไปด้วยมนสเน่ห์ที่จะทำให้คุณหลงรักหมดใจแต่ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะไปเพราะราคาการเดินทางนั้นแพงหูฉี่
แต่ที่หัวหินเองก็มีเวนิสเช่นกันกับสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง เวเนเชีย ที่ได้ยกเมืองเวนิส
มาตั้งไว้ที่นี่แถมยังมีเรือกอนโดราแบบเหมือนที่อิตาลีคอยให้บริการพายไปตามลำคลองภายในเมืองได้อีกด้วยขณะที่บ้านเมืองรอบๆก็ทำออกมาได้อย่างสวยงามพร้อมกับมีของขายมากมายภายในนั้นตลาดโต้รุ่งหัวหินใครไม่มาถือว่ามาไม่ถึงหัวหินจริงๆสำหรับตลาดโต้รุ่งแห่งนี้ที่เปิดกันตั้งแต่เย็นไปจนถึงข้ามคืนข้ามวันกันเลยทีเดียวโดยที่นี่เต็มไปด้วยร้านค้ามากมายตลอดทืั้งเส้นแถมยังมีพื้นที่ใหญ่มากๆทำให้มีร้านขายสินค้าที่หลากหลายทำให้คุณเดินได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ

แต่ที่ทำให้หลายคนชื่นชอบการมาที่นี่นั่นเพราะมันเป็นแหล่งรวมร้านอาหารซีฟู้ดรสเด็ดที่ไม่่าคุณจะนั่งร้านไหนก็อร่อยทั้งสิ้นที่สำคัญมันตั้งอยู่ใจกลางเมืองหัวหินจึงเดินทางได้สบายๆ

3 ร้านปิ้งย่างเกาหลี ที่มาแค่พัทยาก็ฟินได้

เอาใจคนรักปิ้งย่าง กับ ร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลี
บอกได้เลยว่าที่พัทยาแดนท่องเที่ยวแห่งนี้ มีดีมากกว่าอาหารทะเล
ซึ่งแต่ละร้านปิ้งย่างที่เราจะมาแนะนำ จะถูกใจคุณขนาดไหน
บอกเลยว่าต้องลองสถานเดียว
Firepork
ร้านบาร์บีคิวสไตล์เกาหลี มีดีที่เนื้อหมูพรีเมียม ย่างบนเตาหินร้อนๆ
โดยมีพนักงานมาบริการปิ้งย่างให้ เพื่อความสุกกำลังดี
เสิร์ฟพร้อมกับกิมจิและผักสลัดที่เติมได้ไม่อั้น
นอกจากนี้ทางร้านยังมีอาหารเกาหลีฟิวชันส่งตรงจากกังนัมอีกมากมาย เมนูแนะนำคือ
omelet cheese ไข่นุ่มๆ สอดไส้ชีส ทานคู่กับซุปกิมจิหรือซุปมิโซะร้อนๆ
พิกัด : 399/9 หมู่10 ถนน พัทยาสายสอง (โครงการ The Avenue Pattaya)
เมืองพัทยา , บางละมุง , ชลบุรี เบอร์ติดต่อ 084-426-1676
เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 11:00 – 23:59
NAMSAN GRILL Korean BBQ Buffet The One Pattaya
บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างเกาหลี หัวละ 329 บาท วัตถุดิบมีให้เลือกกันแบบเยอะสะใจ ทั้ง
สันคอหมูหมักซอส หมูสามชั้นหมักซอส เมนูหมักซอสชอบมาก หมูนุ่ม รสชาติดี
หมักเข้าเนื้อเน้นๆ ใส่ผักกินกับกระเทียม กับน้ำจิ้มเข้ากันดีมาก
หมูสันนอก ที่นี่จะหั่นเป็นชิ้นยาว ซี่โครงหมู ก็หมักมารสชาติดี รับประกันความฟิน
พิกัด : Korean Town ถนน พัทยาสายสอง (ติดกับ Tiffanys show) นาเกลือ ,
บางละมุง , ชลบุรี เบอร์ติดต่อ 088-008-0355
เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 11:00 – 22:00
Jinsung Korean Restaurant
จากกระแสรีวิวยอดเยี่ยมจากหลายๆ แหล่ง
พร้อมให้คุณมาจัดเต็มกับบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์เกาหลีแท้ หัวละ 329 บาท
ที่พนักงานร้านประเดิมด้วยการยกน้ำ ยกเครื่องเคียงมาเสิร์ฟ
บอกเลยว่าเครื่องเคียงเยอะจัดเต็มมาก ที่สำคัญรสชาติดีทุกอย่าง สันคอหมู สามชั้น
หมูนุ่ม หมูหมัก หมูหมักรสชาติดีมากๆ แบบไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มกันเลย
กินกับผักกับกระเทียม เป็นอะไรที่ฟินมากๆ
พิกัด : ถนนพัทยาสายสอง (ติดกับทิปฟานี่โชว์) นาเกลือ , บางละมุง , ชลบุรี
เบอร์ติดต่อ 081-176-4493, 038-429-922 เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 11:00 – 22:00

3 น้ำตกระดับท็อปของไทย

ว่ากันว่า สำหรับประเทศไทย นอกจาก ความสวยงาม ในด้าน ท้องทะเล ที่เป็นจุดขายแล้ว ในส่วนของ การเที่ยวน้ำตก
ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ยอดเยี่ยม สำหรับนักท่องเที่ยวเช่นกัน โดยน้ำตก สามารถเที่ยวได้ทุกๆฤดูกาล
อีกทั้งยังมีความอัศจรรย์หลายๆอย่างซ่อนอยู่ ว่าแต่ น้ำตกอะไรบ้างที่เป็นที่สุดของประเทศไทย รับชมไปพร้อมกัน
เริ่มที่น้ำตก ห้วยแม่ขมิ้น ที่จังหวัดกาญจนบุรี แน่นอนว่า จังหวัดแห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว ในเชิงนี้อยู่แล้ว
โดยในส่วนของ น้ำตกห้วยขมิ้น ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานริมทะเลสาบแห่งเขียนศรีนครินทร์
นอกจากมีความสวยงามที่โดดเด่นแล้ว ยังเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานานชนิด ที่สำคัญยังมีน้ำตกที่แบ่งออกได้ถึง 7 ชั้น
ไล่เรียงดังนั้น ชั้นที่ 1 ดงว่าน ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น ชั้นที่ 3 วังหน้าผา ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว ชั้นที่ 5ไหลจนหลง ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ
ชั้นที่ 7 ร่มเกล้า โดยสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีและทุกๆฤดูกาล
ต่อมา คงไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ น้ำตกเอราวัณ ที่อยู่จังหวัดกาญจนบุรี เช่นกัน โดยน้ำตกแห่งนี้สามารถแบ่งได้เป็น 7
ชั้นเช่นกัน มีความสงบ สะอาด และ สวยงามรมรื่น ลักษณะการไหลของน้ำตกนั้น จะเหมือนกับหัวช้างเอราวัณ
จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ น้ำตก เอราวัณ ที่สำคัญ น้ำตกแห่งนี้ ยังเป็นสีอมน้ำเขียวมรกต สามารถมองเห็นตาด้วยตาเปล่า
ที่ใสแจ๋วเลยทีเดียว
ปิดท้ายกันที่ น้ำตก กรุงชิง โดยน้ำตกแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในแถบภาคใต้ นั่นคือจังหวัดนครศรีธรรมราช
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาหลวง การไหลของน้ำมี 7 ระดับ ลดหลั่นตามชั้นๆ ที่สำคัญ
ในเขตแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ศึกษาธรรมชาติ ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจอีกด้วย
อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากทั้งหมดที่เราสาธยายและยกตัวอย่างมาแล้วนั้น เราการันตีได้เลยว่า สำหรับประเทศไทย
ในฐานะที่เป็นหนึ่งประเทศที่มีสถานท่องเที่ยวต่างๆมากมาย ยังมีน้ำตกอีกหลายแห่งที่ซ่อนอยู่ ที่รอให้ทุกคน
เดินทางไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง แล้ว คุณจะรู้ว่า เป็นประเทศไทย นั้น ยังมีน้ำตกอีกหลายสายจริงๆ

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : แกงบอน

แกงบอน ถือเป็นอาหารพื้นบ้านของไทยที่มีวิธีการทำเคล็ดลับที่ไม่ง่ายอย่างใครหลายคนคิด เพราะ บอน
เป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดที่ต้องเรียนรู้วิธีการกินที่ถูกต้องหากใครทำไม่เป็นกินเข้าไปได้นั่งเกาปากกันทั้งวันเป็นแน่
โดย บอน ที่นิยมนำมาทำ แกงบอน นิยมบอนเขียวพื้นถิ่นเพราะไม่หวานมาก เวลาชาวบ้านไปเก็บบอนริมห้วย จะพบ ผักกูด
ขึ้นอยู่ไม่ไกลกัน ก็จะเด็ดยอดมากินเป็นผักเคียงกับ แกงบอนรสชาติเข้ากันอย่างน่าประหลาดใจทีเดียว
นอกจากนี้ ผักกูด ยังเป็นตัวชี้วัดเรื่องสารเคมีที่ใดมีสารเคมีที่นั่นไม่มีผักกูดขึ้น ดังนั้น ที่ไหนมีบอน มีผักกูด
ก็แสดงว่าปลอดภัย แถม บอน เป็นยาเย็นเส้นใยช่วยในการดูดซับสารก่อกลายพันธุ์
กินดีมีประโยชน์แน่นอนไม่นับรวมส่วนผสมของผักสมุนไพรอีกหลายตัวใน แกงบอน
เช่น จะค่าน แก้จุกเสียด ช่วยขับลม บำรุงกำลัง, ยอดส้มป่อย
ช่วยฟอกเลือด ชำระเมือกในลำไส้, มะเขือพวง ลดไขมัน
ควบคุมน้ำตาลในเลือด และ มะกอก วิตามินซีสูง
ช่วยแก้โรคขาดแคลเซียม ดีเลิศแบบไม่ต้องพูดมากกันเลยทีเดียว
ส่วนขั้นตอนการทำ แกงบอน ก็ไม่ยากเย็นอะไร เริ่มจาก
เก็บยอดบอนมาแล้วไม่ต้องล้างน้ำ หากบอนถูกน้ำเย็นแล้วจะคัน
ให้ปลอกและรูดเยื่อที่หุ้มก้านยอดออก จากนั้นหักเป็นท่อนๆ ไว้ห้ามล้างเด็ดขาด
เพราะการรูดปลอกเยื่อบอนออกก็สะอาดโดยไม่ต้องล้างคราวนี้นำบอนไปนึ่งให้สุก
ความร้อนจะทำให้สารที่ทำให้คันหมดไป
ระหว่างนึ่งก็เตรียมพริกแกง, มะเขือพวง, จะค่าน
ช่วยให้รสเผ็ดซ่าน 4-5 แว่น, มะกอก 1-2 ลูก หรือ ยอดส้มป่อย 5-
10 ยอด, แคบหมูซอยเป็นชิ้น, หนังหมูคั่วหรือกากหมู และใบมะกรูด
เมื่อเตรียมวัตถุดิบเสร็จก็หันมาตำพริกแกง ใช้ พริกแห้ง 7
เม็ด, กระเทียม 3 กลีบ, ข่า 3 แว่น, ตะไคร้หั่นฝอย 1 หัว และ เกลือ
1/3 ช้อนชา โขลกให้แหลก ตามด้วย กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
โขลกให้เข้ากัน ตั้งกระทะใส่น้ำมัน
ทุบกระเทียมลงไปผัดให้เหลืองหอม นำน้ำพริกแกงลงไปผัด
จากนั้นนำบอนที่นึ่งสุกแล้ว (ให้ได้ ๑ ถ้วยใหญ่)
ลงไปผัดกับพริกแกง ยีให้บอนแตกเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่ มะเขือพวง
ตามไป คนสักพัก ใส่ จะค่านหั่นแว่น ยอดส้มป่อย
และฉีกเนื้อมะกอกใส่ไปพร้อมเมล็ด คนให้เข้ากัน
สุดท้ายเมื่อ ยอดส้มป่อย สุก ใส่ แคบหมู หรือ กากหมู
ลงไปผัด ใส่ ใบมะกรูดฉีก และ ต้นหอมซอย
เพิ่มกลิ่นในขั้นตอนสุดท้าย คนให้เข้ากันพร้อมยกลงจากเตา
เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียวหรือข้าวสวย แกล้มด้วยผักกูด
อร่อยเหาะอย่าบอกใคร

“ครองแครงแก้วอัญชันน้ำกะทิ”

ไหนใครชอบทานขนมไทยบ้างคะ วันนี้เรามีวิธีทำขนมไทยแสนอร่อย เคี้ยวเพลิน
หวานละมุนมาฝากค่ะ ขนมของเราในวันนี้ก็คือ ครองแครงแก้ว อัญชันน้ำกะทินั่นเอง
จริงๆเจ้าครองแครงนี่หากินไม่ยากนะคะ ตามตลาดก็มี แต่ส่วนมากมันใส่สี สูตรที่เราจะมาสอนทำในวันนี้
สะอาดปราศจากสีเพราะเราใช้ดอกอัญชันค่ะ ธรรมชาติก็สามารถให้สีสันที่สวยงามได้ไม่แพ้สีสังเคราะห์
และดีต่อคนรับประทานด้วย เริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ
ส่วนผสม ขนมครองแครงแก้ว อัญชันน้ำกะทิ
1. แป้งมัน 4-5 ถ้วย
2. แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
3. ดอกอัญชัน
4. กะทิ 2 กล่อง
5. เกลือ 1 ช้อนชา
6. น้ำตาลทรายขาว
7. ใบเตย
8. งาขาวคั่ว
วิธีทำ ขนมครองแครงแก้ว อัญชันน้ำกะทิ
1. นำแป้งมันผสมกับแป้งข้าวเจ้าใส่กะละมังไว้ ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่ดอกอัญชันลงไป
รอจนน้ำเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มแล้วจึงตักดอกอัญชันออกมา
2. นำน้ำดอกอัญชันที่ต้มเดือดแล้วมาเทลงไปในกะละมังแป้ง ค่อย ๆ เทน้ำดอกอัญชัน
ต้องระวังแป้งจะเหลวเกินไป ใช้อีกมือหนึ่งคน ต้องรีบคนนะคะ เพราะถ้าคนช้าแป้งจะสุกเกินได้
คนเสร็จก็ใช้มือนวดต่อ อย่าลืมเอาแป้งมันมาทาที่มือด้วยนะคะ เพราะแป้งจะติดมือค่ะ
3. นำน้ำดอกอัญชันที่เหลือมาเติมน้ำเปล่า แล้วตั้งไฟให้นำก้อนแป้งที่เตรียมไว้มาคลึงให้เป็นเส้นยาว ๆ
เส้นผ่าศูนย์กลางไม่ควรเกิน 1 เซนติเมตรนะคะ เพราะครองแครงจะตัวใหญ่เกินไปค่ะ พอคลึงแล้วก็ตัด
หน้าตาจะออกมาคล้าย ๆ หนอนน้อย
4. พอได้แป้งเป็นชิ้นมาแล้วก็เอามากดลงบนพิมพ์กดทำครองแครง เอานิ้วมือถูแป้งไปด้านหน้า
แป้งจะม้วนตามนิ้วเรา กด ถู ไปจนแป้งหมดค่ะ
5. นำหม้อมาใส่น้ำแล้วตั้งไฟกลางไปทางแรง เพื่อต้มตัวครองแครงค่ะ อาจจะใส่ใบเตยไปด้วย
เตาแรกต้มตัวครองแครง
6. อีกเตาตั้งหม้ออีกใบใช้ไฟอ่อน ๆ ใส่กะทิ เกลือ น้ำตาลทราย และใบเตย
ตอนใส่ตัวครองแครงลงไปต้ม พอใส่เสร็จก็คน ๆ ด้วยนะคะ กันแป้งติดก้นหม้อค่ะ สังเกตถ้าแป้งสุก
ตัวครองแครงจะลอยขึ้นมา รอสัก 25-30 วินาทีเป็นอันใช้ได้ค่ะ
7. พอกะทิใช้ได้ก็นำตัวแป้งที่เราพักไว้มาใส่หม้อกะทิ คน ๆ แล้วชิมตามชอบ รอเดือดสักนิดแล้วก็ปิดไฟ
โรยงาคั่ว แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้วล่ะค่ะ
แป้งครองแครงกะทิ โดยปกติมี 2 แบบ คือ แบบใช้แป้งมันล้วนๆ ตัวครองแครงจะเหนียว หนึบ
(เราเรียกครองแครงแก้ว) ส่วนแบบที่ใช้แป้งมันผสมแป้งอื่น เช่น แป้งข้าวเจ้า หรือ
แป้งข้าวเจ้ากับแป้งท้าว ตัวแป้งจะนุ่มกว่าและขุ่นกว่านิดนึงค่ะ
และถ้าต้องการทำเป็นครองแครงกะทิมะพร้าวอ่อน ให้ขั้นตอนการทำน้ำกะทิ
ใส่น้ำมะพร้าวอ่อนลงไปเลย และอย่าลืมหั่นเนื้อมะพร้าวอ่อนใส่ลงไปด้วยนะ
โดยใส่ไปพร้อมกับตอนใส่ตัวครองแครงนะคะ ขอให้มีความสุขกับการทำขนมนะคะ

วิธีทำหมูกรอบ 2สูตรเด็ดๆ หนังกรอบ เนื้อฟู๊ฟู

ใครที่กำลัง ตามหาสูตรหมูกรอบในดวงใจ
ไม่ต้องเปิดตำราอาหารหรือเปิดหาสูตรจากแหล่งไหนให้เสียเวลา วันนี้เราขอนำเสนอ 2
วิธีทำหมูกรอบเอาใจคนชอบกินหมูกรอบเป็นชีวิตจิตใจค่ะถ้าใครได้ลองชิมเป็นต้องติดใจ
1. สูตรหมูกรอบแบบง่าย
วิธีทำหมูกรอบแบบง่ายๆ
เอาใจคนอยากกินหมูกรอบชิ้นใหญ่เต็มปากเต็มคำ
มีเคล็ดลับคือ ทาด้วยน้ำส้มสายชูให้ทั่วบริเวณหนัง
จากนั้นโรยเกลือทับให้หนา ๆ
เพื่อไล่ความชื้นและทำให้หนังหมูตึง
ส่วนผสม หมูกรอบแบบง่าย
• หมูสามชั้น (หั่นขนาดตามชอบ)
• น้ำมันหอย (ตามชอบ)
• พริกไทย (ตามชอบ)
• น้ำส้มสายชู
• เกลือป่น
• กระดาษอะลูมิเนียมฟอยล์
• หม้ออบลมร้อน
• เหล้าจีน
เคล็ดลับคือ เลือกสามชั้นหนังหนาๆ มันน้อย ๆ เนื้อเยอะ ๆ
วิธีทำหมูกรอบแบบง่าย
1. ใช้มีดกรีดหนังหมูให้เป็นลายตารางเล็ก ๆ
แล้วจิ้มให้พรุนเลย จากนั้นหมักด้วยเหล้าจีน น้ำมันหอย
และพริกไทยตามชอบ หมักทิ้งไว้ในตู้เย็น 15-30 นาที
2.นำหมูสามชั้นหมักออกมาห่อด้วยกระดาษอะลูมิเนียมฟอยล์
แล้วทาด้วยน้ำส้มสายชูให้ทั่วบริเวณหนัง
จากนั้นโรยเกลือทับให้หนา ๆ (เพื่อไล่ความชื้น)
3. นำหมูเข้าอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที
หมายเหตุ : หากใครมีเกลือแกงเม็ดใหญ่ ๆ
ให้ใช้แบบนั้นแล้วนำมาตำหยาบ ๆ
ความเค็มจะไม่เข้าไปในหมูมากนัก แต่หากใช้เกลือป่นระวังเรื่องความเค็มด้วยนะคะ
ตอนนำออกจากเตาให้เอาน้ำล้างออกหน่อยแล้วผึ่งให้แห้งก่อนเข้าอบอีกครั้ง
4. นำหมูที่อบแล้วมากะเทาะเกลือออก
จากนั้นนำกระดาษอะลูมิเนียมฟอยล์ออก
(ขั้นตอนนี้จิ้มหนังหมูอีกนิดด้วยเพื่อความกรอบ)
แล้วนำไปอบต่อ 15-20 นาที จนกว่าจะฟูกรอบตามชอบ

2. สูตรหมูกรอบ แบบนังกรอบพิเศษ
ถ้าชอบหนังหมูแบบกรอบๆ
ต้องมาลองหมูกรอบสูตรหนังกรอบพิเศษสูตรนี้
แต่แม้หนังจะกรอบแต่หมูยังนุ่มอยู่นะคะ
มาพร้อมเคล็ดลับการเลือกหมูสามชั้นอีกด้วย
เริ่มต้นลงมือทำกันเลยดีกว่า
ส่วนผสม หมูกรอบหนังกรอบ
• หมูสามชั้น 1 แผ่น (หนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม)
• น้ำเปล่า 10 ถ้วย
• เกลือป่น 85 กรัม
• น้ำมันปาล์มสำหรับทอด
เคล็ดลับ : วิธีเลือกหมูสามชั้นเลือกตรงส่วนพื้นท้อง
เพราะหมูส่วนนี้จะนุ่มดีแล้วก็มีชั้นเนื้อชั้นไขมันที่ทอดออกมาแล้
วจะไม่กระด้าง
วิธีทำหมูกรอบหนังกรอบ
1. ใช้มีดโกนมาขูดขนอ่อน ๆ ที่หลงเหลือออกไปให้หมด
หากมีคราบอะไรติดมา ก็เอาแปรงสีฟันที่ไม่ได้ใช้แล้ว ขัดๆ
ออกให้หมดและก็นำไปล้างให้สะอาด จากนั้นก็บั้งแนวยาวเป็น 3 รอย
2. ตั้งหม้อหรือกระทะบนเตาไฟ ใส่น้ำเปล่าลงไป
ตามด้วยเกลือป่น (ใครชอบเค็มมากๆ ก็ใส่เยอะกว่านี้ได้
เพราะหากใส่ตามอัตราส่วนนี้จะเค็มอ่อนๆ )
รอน้ำเดือดก็ใส่หมูทั้งชิ้นลงไปต้ม คว่ำด้านหนังลงต้ม 40 นาที
แล้วค่อยพลิกเอาด้านเนื้อกลับลงไป และต้มต่ออีกประมาณ 5 นาที
3. พอครบเวลาตามที่กำหนดไว้ก็ใช้ตะหลิวโปร่งๆ
ตักชิ้นหมูขึ้นจากกระทะ เอาไปวางพักบนตะแกรงโปร่ง
และนำไปตากแดดจัด หรืออบด้วยไฟอ่อน ๆ 1 ชั่วโมงหรือจนหนังหมูแห้ง
4.จากนั้นก็นำมาทอดในน้ำมันเยอะหน่อย
โดยเอาด้านหนังลงไปทอดก่อน
ซึ่งช่วงแรกใช้ไฟกลางค่อนมาทางแรง
พอด้านหนังเหลืองดีก็พลิกกลับอีกด้านลงไปทอด และลดไฟลง
ทอดต่อไปอีกสักหน่อย จนหมูเหลืองทั้งสองด้าน
แค่นี้ก็ได้หมูกรอบเด็ดๆไว้ทานเพลินๆแล้วค่ะแล้วพบกันใหม่เมนูหน้า